ในสวนอันร่มรื่นริมฝั่งทะเลสาบ ณ กรุงปารีส Howie Lee ศิลปินดนตรีอิเล็กทรอนิกส์ชื่อดังได้แบ่งปันมุมมองชีวิตที่เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง เขาตั้งคำถามถึงคุณค่าของสรรพสิ่งและพบว่าความร่ำรวยทางวัตถุนั้นอาจเทียบไม่ได้เลยกับความมั่งคั่งภายในจิตใจ การเดินทางครั้งสำคัญของเขาเริ่มต้นขึ้นในช่วงวิกฤตการณ์การแพร่ระบาด เมื่อได้รับคำเชิญจากเพื่อนช่างภาพให้ไปเยือนอาราม Drolma Wesel-Ling ในดินแดนหุบเขาทางตะวันออกเฉียงเหนือของทิเบต
การเดินทางครั้งนี้เปรียบเสมือนการเปิดประตูบานเล็กๆ ที่นำไปสู่การสำรวจภายในใจที่กว้างใหญ่ Lee เล่าว่าการเรียนรู้หลักธรรมทางพุทธศาสนาไม่ใช่การแสวงหาความรู้ใหม่ แต่เป็นการ ถอดถอน สิ่งที่ปิดกั้นความบริสุทธิ์ดั้งเดิมของจิตใจออกไป เหมือนกับก้อนเมฆที่เคลื่อนผ่านไปเพื่อให้แสงอาทิตย์ได้ส่องสว่างลงมายังพื้นดินอีกครั้ง
ท่ามกลางทุ่งหญ้าเขียวขจีและยอดเขาที่สูงตระหง่าน Lee ได้ใช้เวลาสองสัปดาห์ในอารามแห่งนี้ ภาพที่น่าประทับใจคือเหล่าพระสงฆ์และแม่ชีนับร้อยชีวิตที่ใช้ชีวิตอย่างเรียบง่ายและเป็นธรรมชาติ เขาได้นำอุปกรณ์ดนตรีของเขาไปตั้งกลางแจ้ง และร่วมสร้างสรรค์ผลงานกับเหล่าพระสงฆ์หนุ่มสาวที่เต็มไปด้วยรอยยิ้มและเสียงหัวเราะ
หลายคนอาจมีภาพจำว่าชีวิตในอารามต้องเคร่งครัดและตัดขาดจากโลกภายนอก แต่ Lee กลับพบความจริงที่น่าประหลาดใจ พระสงฆ์ที่นั่นส่วนใหญ่มีอายุเพียง 18 ถึง 25 ปี พวกท่านมีความอยากรู้อยากเห็นและเปิดรับสิ่งใหม่ๆ อย่างน่าทึ่ง บางครั้งพวกท่านยังชวนเขาคุยเรื่องแร็ปเปอร์ชื่อดังในจีน หรือแม้กระทั่งแอบเล่นเกมคอมพิวเตอร์หลังเลิกเรียน ซึ่งแสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการใช้ชีวิตท่ามกลางการฝึกฝนทางจิตวิญญาณ
ประสบการณ์จากการคลุกคลีกับวิถีพุทธได้หล่อหลอมให้ Lee เข้าใจถึงสัจธรรมที่ว่าไม่มีสิ่งใดที่ยึดถือไว้ได้ตลอดกาล ทุกอย่างล้วนเปลี่ยนแปรและว่างเปล่า เขาได้นำบทสวดมนต์โบราณมาผสมผสานเข้ากับจังหวะดนตรีอิเล็กทรอนิกส์อย่าง footwork จนกลายเป็นอัลบั้มเพลงที่สะท้อนถึงความสงบและความทันสมัยเข้าด้วยกัน
ความผูกพันของเขากับพุทธศาสนาไม่ได้จบลงเพียงแค่การทำงานเพลง ในเวลาต่อมาเขาได้เดินทางไปเยือนอินโดนีเซียเพื่อร่วมฉลองวันวิสาขบูชา ณ ซากปรักหักพังของสถาบันพุทธศาสนาที่ท่าน Atisha ปรมาจารย์ในศตวรรษที่ 11 เคยศึกษา และที่นั่นเองที่เขาตัดสินใจปฏิญาณตนเป็นพุทธศาสนิกชนอย่างเป็นทางการ
ต่อมา Lee ได้รับฉายาทางธรรมว่า 没有 ซึ่งแปลว่า ไม่มี หรือ ความว่างเปล่า ซึ่งสอดคล้องกับปรัชญาที่เขาเชื่อมั่นว่าแท้จริงแล้วเราต่างมีสิ่งนี้อยู่ในใจมาโดยตลอด เพียงแต่ต้องอาศัยการฝึกฝนเพื่อกลับไปสัมผัสกับสภาวะนั้นอีกครั้ง
จากชีวิตที่เคยโลดแล่นในคลับและตระเวนทัวร์คอนเสิร์ตทั่วโลก ปัจจุบัน Lee ได้ปรับเปลี่ยนวิถีชีวิตให้มีความเงียบสงบมากขึ้น เขาให้ความสำคัญกับการสร้างสรรค์ ช่วงเวลาอันเป็นความลับ ผ่านการแสดงดนตรีในวัดหรือสถานที่ที่เน้นการทำสมาธิ เพื่อให้ผู้ฟังได้สัมผัสถึงความหมายของการมีอยู่จริง
สำหรับ Lee แล้ว การสร้างสรรค์งานศิลปะคือการสำรวจความจริงที่ไม่มีตัวตน เขาไม่ได้ต้องการจะประกาศตัวเป็นผู้สอนธรรมะ แต่เขาเพียงแค่ต้องการแบ่งปันสภาวะจิตใจที่เขาค้นพบผ่านเสียงเพลง และหวังว่าผู้ฟังจะสามารถพบความสงบในรูปแบบของตนเองได้เช่นกัน
ในวัยที่เขากำลังแสวงหาความสมดุลระหว่างการแสดงดนตรีและพิธีกรรม Lee พบว่าการสร้างพื้นที่แห่งความเงียบคือสิ่งที่สำคัญที่สุดในชีวิตศิลปิน เขาไม่ได้มองว่าตนเองกำลังสร้างสิ่งใหม่ แต่กำลังรื้อฟื้นความเข้าใจที่มีอยู่แล้วให้ชัดเจนขึ้น
การเดินทางของเขาจึงไม่ใช่แค่เรื่องของการทำเพลง แต่เป็นเรื่องของการทำความรู้จักกับ จิตเดิมแท้ ของตนเองผ่านความสัมพันธ์ที่เรียบง่ายและจริงใจกับผู้คนรอบข้าง ไม่ว่าจะเป็นพระสงฆ์ในอารามสูงหรือผู้ฟังในฮอลล์คอนเสิร์ต
ทิ้งท้ายไว้ว่า ทุกการเดินทางไม่ว่าจะไกลเพียงใด จุดหมายปลายทางที่สำคัญที่สุดอาจไม่ใช่สถานที่ แต่คือการได้กลับมาพบกับความสงบที่หลบซ่อนอยู่ในใจเราทุกคนตลอดมา รอคอยเพียงวันที่เราจะเปิดประตูบานนั้นออกเพื่อมองดูสิ่งที่อยู่ข้างในด้วยความเข้าใจที่แท้จริง