ในยุคที่ข้อมูลข่าวสารไหลบ่าผ่านหน้าจอสมาร์ทโฟน ข่าวคราวความประพฤติไม่เหมาะสมของพระสงฆ์บางรูปมักกลายเป็นประเด็นร้อนในโลกโซเชียลมีเดียอยู่บ่อยครั้ง เหตุการณ์เหล่านี้ทิ้งคำถามสำคัญไว้ในใจพุทธศาสนิกชนว่า เราควรวางใจอย่างไรกับศรัทธาที่เรามี

ท่ามกลางกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรง สมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนี ได้เมตตาให้แนวทางเปรียบเสมือนแสงสว่างนำทางใจ ท่านเตือนสติให้พิจารณาอย่างรอบคอบและตั้งมั่นอยู่ในสติปัญญา เพื่อไม่ให้เกิดความเข้าใจผิดจนนำไปสู่การสูญเสียศรัทธาในหลักธรรมคำสอนอันประเสริฐ

หัวใจสำคัญที่ท่านเน้นย้ำคือการแยกแยะระหว่าง ตัวบุคคล กับ หลักธรรมคำสอน ขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านชี้ให้เห็นว่าความผิดพลาดที่เกิดขึ้นจากพระสงฆ์บางรูปเป็นเรื่องของปัจเจกบุคคลที่ยังไม่สามารถรักษาพระธรรมวินัยได้อย่างเคร่งครัด ซึ่งเป็นเรื่องที่เกิดขึ้นได้ตามวิสัยของปุถุชนทั่วไป

การนำความผิดพลาดของพระเพียงไม่กี่รูปมาตัดสินหรือเหมารวมว่าเป็นความเสื่อมของ พุทธศาสนา ทั้งหมดนั้นเป็นสิ่งที่ควรหลีกเลี่ยง เพราะจะทำให้ใจของเราเกิดความขุ่นมัวและมองข้ามคุณค่าที่แท้จริงของคำสอน ซึ่งยังคงเป็นความจริงสูงสุดเสมอมาไม่ว่าจะผ่านไปกี่ร้อยกี่พันปีก็ตาม

การมีสติในการรับข่าวสารจึงสำคัญยิ่ง ท่านเปรียบเสมือนกัลยาณมิตรที่คอยเตือนให้เราไม่ไหลไปตามกระแสความโกรธหรือความผิดหวังเพียงเพราะสิ่งที่เห็นผ่านสื่อ แต่ให้กลับมาตั้งหลักที่ใจตนเองก่อนเป็นอันดับแรก

พุทธศาสนา ประกอบด้วยพระธรรมวินัยที่บริสุทธิ์และเป็นระบบระเบียบ การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งไม่ปฏิบัติตามกฎระเบียบนั้น ไม่ได้หมายความว่ากฎระเบียบนั้นไร้ความหมาย หรือศาสนานั้นสิ้นความศักดิ์สิทธิ์ลง แต่เป็นเพียงบททดสอบความมั่นคงในจิตใจของผู้ศรัทธาเท่านั้น

การมองเหตุการณ์เหล่านี้ด้วยความเป็นกลางจะช่วยให้เราสามารถรักษาความสงบสุขภายในจิตใจไว้ได้ เราควรเปลี่ยนพลังงานจากการวิพากษ์วิจารณ์ที่รุนแรง มาเป็นการหันกลับมาศึกษาและปฏิบัติธรรมเพื่อสร้างความเข้มแข็งให้กับตนเองแทน

ท่านยังให้แง่คิดว่า การที่สังคมให้ความสนใจกับความผิดพลาดของพระสงฆ์ ในอีกมุมหนึ่งสะท้อนให้เห็นว่าผู้คนยังคงมีความคาดหวังและให้ความสำคัญกับ สถาบันสงฆ์ อยู่มาก หากเราใช้จุดนี้เป็นโอกาสในการช่วยกันดูแลและประคับประคองพระพุทธศาสนาด้วยความเมตตา ย่อมเป็นเรื่องที่ดีกว่าการซ้ำเติม

ความเมตตาต่อเพื่อนร่วมโลก รวมถึงการให้อภัยในความไม่สมบูรณ์แบบของผู้อื่น เป็นหนึ่งในหลักธรรมที่พระพุทธองค์ทรงสอนไว้ การรักษาใจให้เป็นปกติได้แม้ในยามที่เห็นสิ่งที่ขัดตาขัดใจ ถือเป็นการปฏิบัติธรรมขั้นสูงอย่างหนึ่ง

ในฐานะชาวพุทธ การดำเนินชีวิตตามหลัก กาลามสูตร หรือการไม่เชื่ออะไรโดยง่าย แต่ใช้การพิจารณาด้วยเหตุและผล จะเป็นเกราะป้องกันชั้นดีที่ทำให้เราไม่ตกเป็นเหยื่อของอารมณ์หรือการชักจูงจากกระแสสังคมที่อาจบิดเบือนไปจากความจริง

เราควรยึดถือคำสอนของพระพุทธเจ้าเป็นที่ตั้ง มากกว่าที่จะไปยึดติดกับตัวบุคคล เพราะตัวบุคคลมีการเปลี่ยนแปลงและเสื่อมไปตามกาลเวลา แต่ พระธรรม คือสิ่งที่คงทนและเป็นความจริงที่จะนำพาเราไปสู่ความพ้นทุกข์ได้

การได้รับฟังคำแนะนำจากสมเด็จพระสุทรรศนวชิรมุนีในครั้งนี้ จึงเป็นเสมือนการเตือนให้เรากลับมามีสติและรู้เท่าทันความคิดของตนเอง เพื่อให้เราสามารถใช้ชีวิตอยู่ในสังคมปัจจุบันได้อย่างมีความสุขและมีจิตใจที่มั่นคง

สุดท้ายนี้ ความศรัทธาที่แท้จริงไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่าเราเห็นพระสงฆ์รูปใดทำอะไร แต่ขึ้นอยู่กับว่าเรานำ หลักธรรม ไปปรับใช้ในชีวิตประจำวันได้มากน้อยเพียงใด และนั่นคือเครื่องพิสูจน์ความสำเร็จในการนับถือศาสนาของเรา