ในยุคสมัยที่ข่าวสารไหลเวียนอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะข่าวคราวในแวดวงสงฆ์ที่มักกลายเป็นหัวข้อวิพากษ์วิจารณ์ในสังคมวงกว้าง หลายครั้งที่ความรู้สึกของผู้คนอาจสั่นคลอนและเกิดคำถามขึ้นในใจว่า ศรัทธา ที่เรามีนั้นยังคงเป็นสิ่งเดิมอยู่หรือไม่
เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นในวงการสงฆ์มักถูกนำเสนอผ่านสื่อต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดกระแสวิพากษ์วิจารณ์จากสาธารณชนในหลายแง่มุม ซึ่งในมุมหนึ่งนั้น หม่ำ จ๊กมก ศิลปินตลกชื่อดังของไทยก็ได้ออกมาเปิดใจถึงประเด็นนี้ด้วยความนุ่มนวลและเป็นกลาง
เขาได้แสดงทัศนะที่น่าสนใจว่า แม้จะมีข่าวคราวที่ทำให้รู้สึกไม่สบายใจเกิดขึ้นบ่อยครั้ง แต่สำหรับตัวเขาเองนั้น ความศรัทธาในพุทธศาสนา ยังคงเป็นสิ่งที่มั่นคงและไม่เสื่อมคลายลงไปตามกระแสข่าวเหล่านั้น
หัวใจสำคัญที่ศิลปินท่านนี้ยึดถือในการดำเนินชีวิตคือการ รู้จักแยกแยะ เขาเชื่อมั่นว่าเราควรแบ่งแยกเรื่องของตัวบุคคลที่เข้ามาบวชเรียน กับหลักคำสอนที่เป็นแก่นแท้ของศาสนาออกจากกันอย่างชัดเจน
การที่บุคคลใดบุคคลหนึ่งทำผิดพลาด หรือประพฤติตนไม่เหมาะสมในขณะที่ห่มผ้าเหลืองนั้น เป็นเรื่องของ การกระทำส่วนบุคคล ซึ่งไม่สามารถนำมาตัดสินหรือเหมารวมว่าศาสนาพุทธนั้นเสื่อมลงได้
เขาย้ำเตือนให้เห็นว่า ศาสนาพุทธเปรียบเสมือนแสงสว่างที่นำทางชีวิต เป็นหลักยึดเหนี่ยวจิตใจที่บริสุทธิ์ แต่ตัวผู้ที่เข้ามาอาศัยอยู่ในร่มกาสาวพัสตร์นั้นอาจมีความแตกต่างกันไปตามพื้นฐานของแต่ละคน
มุมมองนี้สะท้อนให้เห็นถึงความเข้าใจในธรรมชาติของมนุษย์ว่า แม้ในสถานที่ที่ควรจะเป็นแหล่งรวมความสงบ ก็อาจมีผู้ที่ยังไม่สามารถขัดเกลาจิตใจตนเองได้ให้เห็นอยู่บ้างตามกาลเวลา
การมีสติในการรับรู้ข่าวสารจึงเป็นสิ่งสำคัญที่สุด หม่ำ จ๊กมก เลือกที่จะไม่ปล่อยให้ข่าวลบๆ มาบั่นทอนกำลังใจหรือทำลายความเลื่อมใสที่เขามีต่อพระธรรมคำสอน
การเลือกมองในมุมบวกและมุ่งเน้นไปที่การทำบุญทำทานด้วยจิตที่ตั้งมั่น เป็นวิธีหนึ่งที่ช่วยให้เขาสามารถรักษาความสงบทางใจไว้ได้ ท่ามกลางกระแสสังคมที่เต็มไปด้วยการวิพากษ์วิจารณ์
นอกจากนี้ เขายังให้กำลังใจเพื่อนร่วมสังคมที่อาจกำลังสับสนว่า ให้ลองมองย้อนกลับมาที่ เป้าหมายของการทำบุญ ซึ่งแท้จริงแล้วคือการทำเพื่อความสบายใจและการขัดเกลาจิตใจตนเองเป็นสำคัญ
การแยกแยะระหว่าง 'คน' กับ 'ศาสนา' จึงไม่ใช่เพียงแค่คำกล่าวอ้าง แต่เป็นหลักการที่นำมาปรับใช้เพื่อความสงบสุขในชีวิตประจำวันได้อย่างแท้จริง
หากเรายึดมั่นในหลักธรรมคำสอนที่ถูกต้องและมีสติในการแยกแยะ เราก็จะสามารถก้าวผ่านข่าวคราวเหล่านั้นไปได้โดยที่ศรัทธาในใจไม่สั่นคลอน
ท้ายที่สุดแล้ว สิ่งที่สำคัญที่สุดคือการตั้งมั่นอยู่ในความดี และเลือกที่จะเป็นผู้ส่งต่อความเมตตาแทนที่จะยึดติดกับสิ่งที่ทำให้จิตใจขุ่นมัว
เรื่องราวจากมุมมองของศิลปินท่านนี้ จึงเป็นเสมือนเครื่องเตือนใจให้เราทุกคนกลับมาทบทวนและรักษาความศรัทธาของตนเองให้มั่นคงอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเกิดเหตุการณ์ใดขึ้นในสังคมก็ตาม