ภาพจำของการเกษตรไทยที่มักเผชิญกับภาวะผลผลิตล้นตลาดจนราคาดิ่งลง หรือสถานการณ์ที่คาดเดาไม่ได้ กำลังจะเปลี่ยนไป เมื่อ 4 กระทรวงหลัก ได้แก่ กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม (อว.) และ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม จับมือกันพลิกโฉมหน้าใหม่ให้กับภาคเกษตรกรรมไทย

จุดเปลี่ยนสำคัญนี้เกิดขึ้นจากโจทย์ของ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ที่ต้องการให้ประเทศก้าวข้ามการติดตามสถานการณ์แบบตั้งรับ ไปสู่การบริหารจัดการเชิงรุก โดยใช้ Big Data และ AI เป็นหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนนโยบาย

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า หรือ สนค. ได้รับมอบหมายให้เป็นแกนกลางในการสร้างนวัตกรรมเปลี่ยนเกมภายใต้ชื่อระบบ ใกล้เก็บเกี่ยว ซึ่งจะช่วยให้ภาครัฐเห็นภาพรวมสถานการณ์สินค้าเกษตรได้รวดเร็วและแม่นยำยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญของระบบนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากการแก้ปัญหา ไปสู่การ บริหารล่วงหน้า เพื่อไม่ให้เกิดเหตุการณ์ผลผลิตล้นตลาดจนราคาพังทลาย แต่จะใช้ข้อมูลคาดการณ์เพื่อวางแผนรองรับสถานการณ์ล่วงหน้าได้ทันท่วงที

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. เปิดเผยว่า ระบบนี้จะช่วยให้ภาครัฐกำหนดมาตรการได้ตรงจุดและเข้าถึงพื้นที่เสี่ยงได้อย่างแม่นยำ ซึ่งจะช่วยลดความสูญเสียและสร้างความอุ่นใจให้กับเกษตรกรทั่วประเทศได้มากขึ้น

โครงการนี้จะเริ่มดีเดย์ในวันที่ 30 กันยายน นี้ โดยนำร่องใช้กับสินค้าเกษตรชนิดสำคัญอย่าง ข้าว ก่อนจะขยายผลไปยังสินค้าชนิดอื่น เพื่อเตรียมรับมือกับผลผลิตนาปีที่จะออกสู่ตลาดในช่วงเวลาดังกล่าว

การนำเทคโนโลยีมาใช้ในครั้งนี้คือการนำข้อมูลจริงในพื้นที่มาประมวลผล เพื่อให้การตัดสินใจเชิงนโยบายมีความแม่นยำและลดช่องว่างระหว่างภาครัฐกับเกษตรกรให้เหลือน้อยที่สุด

แนวทางนี้ยังเชื่อมโยงโดยตรงกับ 5 นโยบายหลักของกระทรวงพาณิชย์ โดยเฉพาะนโยบายที่ 2 ที่มุ่งเน้นการ รักษาเสถียรภาพและเพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร ซึ่งเป็นเป้าหมายสูงสุดในการยกระดับความเป็นอยู่ของเกษตรกรไทยให้ดีขึ้น

การยกระดับเทคโนโลยีการบริหารจัดการครั้งนี้ส่งสัญญาณว่าเกษตรกรไทยกำลังจะได้เครื่องมือที่ทรงพลังมาอยู่ในมือ แม้จะเป็นการทำงานของหน่วยงานภาครัฐ แต่ผลลัพธ์ที่ตามมาคือกลไกตลาดที่มีความสมดุลมากขึ้น

เมื่อระบบ ใกล้เก็บเกี่ยว เริ่มทำงานเต็มรูปแบบ ข้อมูลเหล่านี้จะกลายเป็นเข็มทิศสำคัญให้เกษตรกรวางแผนการเพาะปลูกและการจำหน่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพ แทนที่จะต้องลุ้นราคาที่ผันผวนไปวันต่อวัน

ความร่วมมือครั้งนี้จึงไม่ใช่เพียงเรื่องของเทคโนโลยี แต่คือการปรับทัศนคติในการบริหารจัดการประเทศให้ทันสมัยและตอบโจทย์ความต้องการของเกษตรกรในยุคดิจิทัล

เราคงต้องจับตาดูกันต่อไปว่า หลังจากวันที่ 30 กันยายน เป็นต้นไป การนำระบบ AI มาใช้ในภาคเกษตรกรรมจะสร้างแรงกระเพื่อมและเปลี่ยนแปลงวิถีชีวิตของพี่น้องเกษตรกรไทยไปในทิศทางที่ดีขึ้นได้มากน้อยเพียงใด

นี่คือความพยายามครั้งสำคัญในการเปลี่ยนผ่านจากความไม่แน่นอนไปสู่การบริหารจัดการที่มองเห็นอนาคต ซึ่งหากทำได้สำเร็จ นี่จะเป็นบทเรียนครั้งใหญ่ในการนำเทคโนโลยีมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของคนในชาติอย่างเป็นรูปธรรม