ท่ามกลางสายลมที่พัดผ่านทุ่งนาสีทองในยามเช้า หลายคนอาจไม่ทราบว่า กติกาโลก กำลังขยับเขยื้อนไปในทิศทางที่อาจสั่นสะเทือนวิถีชีวิตของเกษตรกรไทยไปตลอดกาล เมื่อองค์กรระดับโลกอย่าง OECD ได้ส่งสัญญาณชัดเจนว่า ถึงเวลาแล้วที่ไทยควรพิจารณายุติการใช้นโยบาย จำนำ และ ประกันราคาพืชผล แบบเดิมที่เคยใช้กันมานาน
การปรับตัวครั้งนี้คือการเปลี่ยนผ่านจากมาตรการอุดหนุนสู่กลไกตลาดที่แท้จริง โลกการค้าในปัจจุบันให้ความสำคัญกับ ความโปร่งใส และการแข่งขันที่เป็นธรรมมากกว่าการแทรกแซงราคาจากภาครัฐ ซึ่งการยุติการจำนำและประกันราคาอาจดูน่ากังวลเรื่องรายได้ แต่ในอีกมุมหนึ่ง นี่คือโอกาสในการ พลิกเกมเกษตรไทย ให้ก้าวพ้นจากวงจรเดิมที่พึ่งพาเพียงการสนับสนุนจากรัฐบาล และหันมามุ่งเน้น ประสิทธิภาพการผลิต อย่างจริงจัง
การเปลี่ยนกติกาครั้งนี้มีรากฐานมาจากความต้องการของ OECD ที่มุ่งเน้นให้ประเทศคู่ค้าพัฒนาไปสู่ระบบเกษตรที่ยั่งยืน เพราะการอุดหนุนด้วยการกำหนดราคาสูงเกินจริงมักนำไปสู่ปัญหาผลผลิตล้นตลาด และทำให้กลไกการพัฒนาคุณภาพสินค้าหยุดชะงักลง
สำหรับเกษตรกรไทย การเตรียมตัวรับมือไม่ได้หมายถึงการถูกทอดทิ้ง แต่หมายถึงการเรียนรู้ที่จะบริหารจัดการ ต้นทุนการผลิต ให้ต่ำลงแต่ได้ผลผลิตที่มีคุณภาพสูงขึ้น เพื่อให้สามารถแข่งขันได้ในตลาดโลกโดยไม่ต้องพึ่งพาเงินชดเชย หากเราสามารถผลิตพืชผลที่ตลาดต้องการจริงๆ แทนการผลิตตามความเคยชินเพื่อรอรับเงินจำนำ ชีวิตเกษตรกรย่อมมั่นคงขึ้นด้วยการนำ นวัตกรรม เข้ามาใช้ ทั้งเทคโนโลยีการเกษตรแม่นยำและการบริหารจัดการน้ำที่คุ้มค่า
รายงานจากหลายแหล่งสะท้อนว่า การพึ่งพานโยบายอุดหนุนในระยะยาวอาจกลายเป็น กับดัก ที่ขวางกั้นไม่ให้เกษตรกรไทยก้าวไปสู่การเป็นผู้เล่นระดับโลก การก้าวออกจากพื้นที่ปลอดภัยนี้จึงเป็นก้าวที่จำเป็น แม้จะดูน่าหวั่นใจในระยะแรก เพราะเกษตรกรอาจต้องเผชิญกับช่วงเปลี่ยนผ่านที่ราคาพืชผลมีความผันผวนตามกลไกตลาดโลก แต่การมี ความรู้ ในทิศทางนโยบายจะช่วยให้วางแผนการปลูกพืชได้แม่นยำขึ้น
เราต้องเลิกมองว่าการเกษตรเป็นเพียงอาชีพที่รอความช่วยเหลือ แต่ต้องมองให้เห็นถึง ศักยภาพ ในการเป็นผู้ผลิตอาหารให้แก่โลก การเปลี่ยนกติกาครั้งนี้จึงเปรียบเสมือนการปลดล็อกศักยภาพที่แท้จริงของแผ่นดินไทย สำหรับคำถามที่ว่าภาครัฐจะสนับสนุนอย่างไรหากไม่มีการจำนำ คำตอบคือการเปลี่ยนรูปแบบไปสู่การ พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน เช่น ระบบชลประทาน การเข้าถึงแหล่งเงินทุนดอกเบี้ยต่ำ และการสนับสนุนงานวิจัยที่ช่วยลดต้นทุน ซึ่งยั่งยืนกว่าการให้เงินชดเชยเพียงชั่วคราว
การปรับตัวตามกติกาของ OECD จึงเป็นเรื่องที่เกษตรกรทุกคนต้องหันกลับมามองว่า จะผลิตอย่างไรให้คุ้มค่าที่สุดในยุคที่ไม่มีประกันราคาคอยรองรับ ความตื่นตัวในครั้งนี้เป็นสัญญาณที่ดี เพราะเมื่อเกษตรกรเริ่มหันมาสนใจกลไกตลาดและคุณภาพสินค้า นั่นคือจุดเริ่มต้นของการสร้าง ความมั่งคั่ง ที่แท้จริง
ในฐานะผู้เชี่ยวชาญ ผมอยากให้มองว่าความเปลี่ยนแปลงนี้คือโอกาสทองที่จะทำให้เราหลุดพ้นจากวงจรเดิม และก้าวไปสู่การเป็นเกษตรกรยุคใหม่ที่พึ่งพาตนเองได้และมีความภาคภูมิใจในผลผลิตของตนเอง ท้ายที่สุดแล้ว แม้กติกาจะเปลี่ยนไป แต่พื้นฐานของเกษตรกรรมไทยยังคงแข็งแกร่ง หากปรับตัวทันต่อความต้องการของโลกและใช้เทคโนโลยีให้เกิดประโยชน์สูงสุด เกษตรกรไทยจะยังคงเป็นหัวใจสำคัญของเศรษฐกิจประเทศต่อไปอย่างมั่นคง
คำถามสำคัญที่ทิ้งไว้ให้คิดคือ ในวันที่โลกไม่รอเราอีกต่อไป เราพร้อมหรือยังที่จะก้าวข้ามความคุ้นเคยเดิม ไปสู่การเป็นเกษตรกรมืออาชีพที่กำหนดชะตาชีวิตด้วยมือของตัวเอง